ช่วงหลังๆ มานี่คุยกับเพื่อนๆ แล้วรู้สึกขัดข้องใจอะไรบางอย่างเวลาจะพูดถึงตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อไปเทียบกับภาษาอังกฤษแล้ว เลยสงสัยนักว่าทำไมภาษาไทยมันมีหลายคำให้เรียกจังฟะ มีตั้งแต่โคตรไม่สุภาพ ถึงโคตรสุภาพ แถมขึ้นกับเวลา สถานที่ คนที่คุยด้วย อีกต่างหากจะคุยด้วยทีนี่ลำบากนิดๆ เวลาจะเล่าถึงเรื่องตัวเอง ลองไล่ดูละกันถ้าแบบสนิทกันมากๆ ก็มักใช้คำว่า “กู” บางทีพิมพ์กันก็เป็น “กรู” หรือไม่บางครั้งก็ “ตู” หรือ “ตรู” โอช่างหลากหลายเหลือเกิน หรือห่างเหินกันนิดก็จะเป็น ฉัน, ผม พอมีลำดับชั้นทางอายุก็กลายเป็น พี่, น้อง, อา, … ตามแต่ว่าอายุ และลำดับทางสายเลือดห่างจากคู่สนทนาแค่ไหน พอเป็นทางการมากๆ อาจมี”กระผม”, “ข้าพเจ้า” ขึ้นมาอีก หรือบางทีสับสนหนักก็ใช้ “เรา” ไปเลย
ลองมาดูภาษาอังกฤษมั่ง เท่าที่รู้มีสองคำ I กับ My แถมแยกหน้าที่กันชัดเจนว่าถ้าพูดถึงตัวเองเป็นคนทำใช้ I นะถ้าใช้คู่กับอย่างอื่นใช้ My นะ ไม่มีลำดับชั้นทางภาษาเหมือนไทย จะว่าเพราะประเทศไทยเรามีลำดับชั้นทางสังคม แต่อังกฤษมันก็มีนี่หว่า เอ๊ะ หรือว่าเพราะเราได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ เลยแบ่งวรรณะทางภาษาเวลาคุยกัน แล้วทำไมระดับเดียวกันมันยังมีหลายคำด้วยเนี๊ยะ ช่างสับสนยิ่งนัก
ตอนนี้ก็เลยอยากรู้ว่า นอกจากภาษาไทยแล้ว มันมีภาษาอื่นที่มันเข้าใจยากอย่างนี้อีกหรือป่าว แล้วแต่ละคนเนี๊ยะ เวลาเรียกตัวเอง จะใช้คำอะไรกันบ้าง แต่ของผมแล้ว ใช้มันหมดทุกคำเลยหละ ^^!
พี่แนทคงเคบอ่านพวกกลอนหรือบทกวี อย่างที่ๆคุ้นๆ ก็คือสุนทรภู่หรือเปล่าครับ ภาษาที่แต่งออกมานั้นเป็นภาษาที่งดงามมาก เพราะดังนั้นภาษาไทยจึงเป็นภาษาที่งดงามที่สุด(ในความคิดของผมนะ)ของโลกเลยก็ว่าได้เพราะไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนองวรรณยุกต์ต่างๆ เลียนเสียงดนตรีทั้งนั้น
เพราะดังนั้นภาษาไทยจึงมีคำเยอะแยะมากมายเพื่อให้เอื้อกับนักกวี เพราะในอดีตบ้านเมืองเรามีนักกวีหลายท่านเลยทีเดียวครับ และภาษาไทยเราเอาคำมากจากภาษาบาลี และสันสฤษครับซึ่งเป็นภาษาโบราณ(ชอบเอามาตั้งเป็นชื่อคนไทยกัน)ใช้ในทางพุทธศาสนา เพราะบ้านเมืองของเราเป็นเมืองพุทธครับ
อีกภาษาษาที่จะเรียกว่าไพเราะเหมือนกันก็คือภาษาฝรั่งเศษครับ คำเยอะมากเหลือเกิน(เห็นเค้าบอกผมมา)
ปล.เขียนซะยาวเลย ^^ คงไม่ว่ากัน พี่คงพอเข้าใจนะครับ
จริงๆ แค่สงสัยนะ เพราะได้ยินทุกคำทุกวันเลย เรียกว่าเปลี่ยนคนคุยทีก็จะเปลี่ยนสรรพนามคุยที บางครั้งก็สับสนเอง
อ่อครับ ถ้าพูดถึงเรื่องสรรพนามแทนตัวผู้พูดมีอยู่ 3 บุรุษครับ สรรพนามบุรุษที่1 ใช้แทนตัวผู้พูด ได้แก่ เรา ฉัน กระผม กู ข้า … สรรพนามบุรุษที่2 ใช้เรียกคนที่เราพูดด้วย ได้แก่ เธอ คุณ มึง เอ็ง … สรรพนามบุรุษที่3 ใช้แทนคนที่เราพูดถึง (บุคคลที่3)ได้แก่ ท่าน เขา มัน …
**ปล. คำว่า”ท่าน” อาจจะเป็นได้ทั้งบุรุษที่ 2 และ 3 ก็มีเท่านี้ล่ะครับ แต่บางที ผมก็ใช้ผิดบ้างล่ะ เรียกกันมั่วเหมือนกัน (อิอิ
)
ลองมาดูภาษาอังกฤษมั่ง เท่าที่รู้มีสองคำ I กับ My แถมแยกหน้าที่กันชัดเจนว่าถ้าพูดถึงตัวเองเป็นคนทำใช้ I นะถ้าใช้คู่กับอย่างอื่นใช้ My นะ ไม่มีลำดับชั้นทางภาษาเหมือนไทย จะว่าเพราะประเทศไทยเรามีลำดับชั้นทางสังคม แต่อังกฤษมันก็มีนี่หว่า เอ๊ะ หรือว่าเพราะเราได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ เลยแบ่งวรรณะทางภาษาเวลาคุยกัน แล้วทำไมระดับเดียวกันมันยังมีหลายคำด้วยเนี๊ยะ ช่างสับสนยิ่งนัก
มาย? my ? มันคือสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของอ่า เกี่ยวไรเอ่ย
จะบอกว่า I and Me หรือเปล่า เอ่ย
มัน I จะใช้ตอนที่เป็นประธาน ส่วน me จะใช้เมื่อเป็นกรรมเท่านั้นเอง
ส่วนภาษาไทย จีน เวียดนาม เขมร มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ในแถบเอเชีย
มีวัฒนธรรมทางภาษาเหมือนไทยเช่นกันคือ มีสรรพนามในการเรียกหลายคำเช่นกัน
ถ้าจะบอกว่าเพราะศาสนาพราหมณ์ ฮินดูเข้ามาก็อาจจะไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะวิวัฒนาการของภาษา
มันมาในตั้งแต่สมัยยุคประวัติศาสตร์(ยุคประวัติศาสตร์กับยุคหินแบ่งกันด้วยอักษร)
มีมาตั้งแต่ก่อนการติดต่อกับต่างประเทศด้วยซ้ำ ไม่พูดดีกว่าเผลอๆสามวันยังไม่จบ
ในทางแถบตะวันตก การเดาอายุเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพสักเท่าไหร่เช่น
ปกติเวลาเรียกคนยังไม่แต่งงาน จะเรียกมิส หรือแต่งงานแล้วเรียกมาดาม แต่ส่วนใหญ่ที่เรียก
ถ้ายังไม่ได้แต่งงานแล้วดูแก่ๆ แต่มีคนเรียกมาดามเค้าก็โกรธเอา แล้วด้วยที่วัฒนธรรมทางแถบตะวันตก
จะมีช่องว่างระวางบุคคลมากกว่าในวัฒนธรรมเอเชียละมั่ง(นะ) มันเลยเป็นการกำหนดการใช้ภาษาไปในตัวด้วย
ส่วนทำไมเค้าบอกว่าภาษาฝรั่งเศสไพเราะ ก็เป็นเพราะการเชื่อมเสียงของภาษา แต่ภาษาสเปน อังกฤษ บลาๆ
ก็มีการเชื่อมเสียงด้วยเหมือนกัน
ถ้าว่ากันตามจริง ภาษาอังกฤษดูง่ายออกเพราะว่ามีชั้นของภาษาไม่มาก น่าจะพูดได้เร็วๆน
สู้ๆๆๆๆ
ยาวพลืด
ยาวพืช
ยาวพืด